เพราะเธอคือ “ที่รัก” (Eternity) จากนิตยสาร Filmax พฤศจิกายน 2553
เพราะเธอคือ “ที่รัก” (Eternity)
หนังไทยร่างเล็กใจจริง
โดย สนธยา ทรัพย์เย็น
ถึงที่สุดแล้ว ความสุขของคนดูหนังแต่ละคน คงไม่ได้อยู่แค่ความชื่นชมในการได้ดูหนังดี หนังคลาสสิก เพราะเอาเข้าจริง หนังที่มีคุณค่ากับชีวิตของตัวเรา ก็คงเป็นหนังเรื่องไหนก็ได้ที่สามารถมอบความรู้สึก หรือความหมายดีดีให้ตัวเราเองต่างหาก
กับหนังบางเรื่องเราต้องลงแรงตีท้ายครัว แต่กับหนังแห่งหัวใจ มันซึมซาบเข้ามาหลังม่านโดยไม่ฝืนฝืด และนี่คืออีกครั้งที่ทำให้ผมต้องกลืนน้ำลายตัวเอง กลับมาเขียนบทความเชียร์หนังชาวบ้านอีกครั้ง ทั้งที่ทำสัญญาใจไว้ว่าจะไม่โปรโมทหรือเชียร์หนังใครหน้าไหนอีก
หนังเรื่อง “ที่รัก” หรือ “Eternity” เป็นหนังใหญ่เรื่องแรกของ ศิวโรจณ์ คงสกุล เจ้าของงานหนังสั้นงามสมถะอย่าง “เสียงเงียบ” ซึ่งหลังจากปลุกปั้นโครงการนี้อยู่ราวสองปี “ที่รัก” ก็ผ่านพ้นกระบวนการตัดต่อพร้อมจะเข้าประกวดที่เทศกาลหนังปูซาน ประเทศเกาหลีในช่วงต้นเดือนตุลาคม และเตรียมจ่อคิวโชว์ตัวต่อที่เทศกาลหนังรอตเตอร์ดาม เนเธอร์แลนด์ ช่วงมกราคมปีหน้า ส่วนคนไทยก็จะได้พิสูจน์สายตาในฐานะภาพยนตร์เปิดงานที่เทศกาลหนังเวิล์ดฟิล์ม ห้างพารากอนในเดือนพฤศจิกายนนี้อย่างแน่นอน จากนั้นจะเข้าโรงปกติหรือเปล่า ต้องเงี่ยหูฟังกำหนดฉายไว้ให้ดี เพราะก็อปปี๊ฟิล์มนั้นย่อมมีเพียงหนึ่งเดียวม้วนโดด ไม่อาจแห่มโหรี ระเห็ดไปฉายที่โน่นที่นี่ ซึ่งพิสูจน์อีกครั้งว่าพื้นที่ทางเลือกของคนดูยังไม่มีสิทธิ์เสียงมากนัก
ระบำฟิล์มริมน้ำกลางไอระอุ
“ที่รัก” เป็นหนังไทยอีกเรื่องที่ได้รับทุนสนับสนุนจากกองทุน Hubert Bals Fund แห่งประเทศเนเธอร์แลนด์ และเป็นชัยชนะต่อเนื่องของผู้อำนวยการสร้าง- โสฬส สุขุม ที่ได้รับทุนนี้ 4 ปีซ้อน นับจาก Wonderful Town, “เจ้านกกระจอก” และ Hi-So ซึ่งการสนับสนุนของ Hubert Bals นี้ เคยปั้นให้ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ได้ถือกำเนิดในโลกภาพยนตร์มาก่อนในปี 2000 ด้วยผลงาน “ดอกฟ้าในมือมาร” หรือ Mysterious Object at Noon แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าหนังของ ศิวโรจณ์ จะแอ็คอาร์ตเล่นท่าโลดโผนแต่อย่างใด แท้จริงกลับหนึ่งนิดชิดใกล้ ง่ายงามโดยมิได้เอี่ยวกับปริมาตรทางสติปัญญาเช่นที่หนังศิลปะมักโดนครหา
ต้นเค้าของ “ที่รัก” มาจากชีวิตจริงของพ่อแม่ผู้กำกับตั้งแต่สมัยแรกรู้จัก เกิดเป็นความรักระหว่างหนุ่มลพบุรีและสาวเมืองกรุง และแม้ว่าพ่อของ ศิวโรจณ์ จะเสียไปนานแล้ว แต่แม่ของเขาก็ให้ความร่วมมืออย่างดียิ่ง โดยเขียนโครงย่อ 4 หน้า ให้ลูกชายนำไปเสริมต่อ เป็นภาพแห่งความทรงจำ และการอยากจำที่ไม่ได้ยึดความจริงเป็นศิลากองที่สั่นคลอนไม่ได้ เพราะตัวหนังก็ไม่ได้พยายามจำลองเหตุเกิดในอดีตให้เป็นฉากย้อนยุค
บังเอิญช่วงที่กองถ่ายมาปักหลักอยู่ลพบุรีผมกำลังหริ่งเรไรอยู่ที่นั่นพอดี จึงมีโอกาสเกะกะกับคณะกองถ่ายนี้อยู่หลายวัน บรรยากาศของกองถ่ายหนังทีม Pop Pictures นี้น่ารักมาก ทุกคนช่วยลงแรงคนละไม้คนละมือเหมือนเพื่อนสนิท เพราะทั้ง ศิวโรจน์ และสองผู้ร่วมอำนวยการสร้าง – โสฬส สุขุม, อาทิตย์ อัสสรัตน์ ต่างช่วยเหลือกันมานานตั้งแต่สมัยหนังไทยอิสระยุคบุกเบิก ทีมงานมากฝีมือที่ประกอบด้วยเด็กฝึกงาน และนักแสดงหน้าใหม่ ร่วมกันตากแดดจ้าทำหนังที่เรียบง่ายใกล้ตัวปุถุชนธรรมดา ไม่ต้องมีฉากอลังการ สาระล้นกระป๋อง หรือต้องพึ่งพาทีมงานแออัดหรือรถไฟจัดแสงคันยักษ์ ทำให้นึกถึงตอนนอนขลุกมุ้งเดียวกัน 4- 5 คนในกองถ่าย “ดอกฟ้าในมือมาร” ประสบการณ์ทำหนังที่ไม่ใช่จบแค่ค่าแรงและหน้าที่ อย่างนี้จะหาที่ไหนได้บ่อย ถ้าไม่ใช่จากพลังของคนหน้าใหม่ไฟแรงล้น แม้อากาศเดือนมีนา-เมษาจะร้อนสุดทน แต่ทุกคนก็ใจสู้ ช่วยเหลือกันต้อนฝูงเป็ด ถ่ายทำฉากพายเรือในแม่น้ำจนแสงแดดหยดสุดท้ายลาลับอาทิตย์ ก่อนที่แต่ละคนจะช่วยกันแบกเรือกองถ่ายข้ามถนนไปเก็บอีกฝั่ง และเมื่อเสร็จจากอาหารค่ำ ก็มาชุมนุมตัวดูฟุตเตจที่ถ่ายมาในแต่ละวันอย่างกระตือรือร้น แสดงความคิดเห็นและเสนอไอเดียในการแก้ไขงานในวันต่อไป
อากาศร้อนอาจทำให้บางคนเพ้อได้ง่าย ๆ แต่ฟุตเตจภาพแต่ละภาพที่เขาถ่ายกันในแต่ละวันมันอาจชวนเพ้อไปยิ่งกว่า บางเฟรมงดงามไม่แพ้หนังคาวบอยคลาสสิก The Searchers ของ จอห์น ฟอร์ด เรียกได้ว่ามองแทบไม่ออกเลยว่าถ่ายด้วยกล้องดิจิตอล Red Camera
โลกแห่งลำน้ำและชีวิตบ้านนาที่กระจุ๋มกระจิ๋มเพลินตายิ่งกว่า ขวัญ เรียม, เพื่อนแพง หรือหนังไทยเรื่องใด ๆ งานกล้องของ มรว. อัมพรพล ยุคล ที่นิ่งสงบและสุกสกาวจนชวนให้เข้าไปสิงสู่ในนั้นตลอดไป (นอกจากการเป็นผู้กำกับภาพแล้วเรื่องนี้เขายังควบตำแหน่งร่วมอำนวยการสร้างด้วย) อีกทั้ง มุมภาพ ลำแสง และมูฟเมนต์ของคนแสดงก็ชื่นตาเอมใจเป็นล้น ไม่แพ้ผลงานเรื่องก่อนของทีมนี้ (Wonderful Town) และเมื่อยิ่งสำทับความนัยด้วยเพลงเก่า “ที่รัก” ของ ชรินทร์ นันทนาคร ที่ วัลลภ รุ่งกำจัด – นักแสดงนำได้นำมาขับร้องใหม่อย่างใสซื่อด้วยเสียงจริง มนต์เพลงแห่งท้องทุ่งก็ยิ่งเรืองรองก้องไป
วัลลภ (ทั้งแสดงนำกับควบตำแหน่งอาร์ตไดเร็คเตอร์) และ น้ำฝน อุดมเลิศลักษณ์ รับบทพ่อแม่ในวัยหนุ่มสาวของผู้กำกับ รวมทั้ง ประภาส อำนวย – นักแสดงที่รับบทพ่อในช่วงสูงวัย ซึ่งเป็นพ่อของน้องน้ำหวาน – ชิดปราง อำนวย ที่ทำงานดูแลนักแสดงในกองถ่าย รวมทั้งทีมงานทุกคนที่ทุ่มเทกับงานเต็มร้อย ช่วยกันเนรมิตตกแต่งของที่มีอยู่แล้วในธรรมชาติและของใหม่ให้ผสมกลมกลืนกันอย่างดี พ่วงด้วยแม่ครัวจากร้านอาหารหน้าโรงแรม และชาวบ้านในละแวกบางลี่ ย่านท่าวุ้งที่ถูกชักชวนมาเผยหน้าแช่มเป็นดารานักแสดงรับเชิญ
แม้จะยังไม่ได้ดูหนังฉบับที่ตัดต่อเสร็จแล้วด้วยซ้ำ แต่ผมก็มั่นใจว่านี่คือตัวอย่างของหนังไทยรุ่นใหม่ที่ถอดหัวใจทำ มีความง่ายงามในธรรมชาติของตนเองอย่างที่หาได้ยากในชีวิตละเลยรีบเร่งทุกวันนี้ หวังใจว่าหน่อเนื้อหนังไทยที่น่าจับตาเรื่องนี้ จะมีโอกาสฉายกว้างขวางให้คนไทยทุกท้องถิ่นได้ประจักษ์ตา และรสชาติแตกต่างหลากหลายเป็นที่ตระหนักรู้ เพราะใช่ว่าหนังนอกกระแสทุกเรื่องจะต้องสวมหน้าเครียดขึ้ง มึนตึ้บหรือดูแล้ว feel bad เสมอไป ก็เมื่อฉากสุดท้ายในชีวิตของทุกคนมาถึง หนังที่จิตเราเรียกหา หรืออยากให้เป็นแวววรรณในงานอำลา คงไม่ใช่จิตอาฆาต แต่เป็นจิตอาสาแห่งปรารถนาบวก
ติดตามข่าวคราวล่าสุดของหนัง “ที่รัก” ได้ที่ เว็บไซต์ของ บริษัท ป็อปพิคเจอร์ส http://www.pop-pictures-ltd.com หรืออ่านสัมภาษณ์ ศิวโรจณ์ และเพื่อน ๆ นักทำหนังชาวไทยในแวดวงอินดี้ ได้ในหนังสือของ filmvirus “ปฏิบัติการหนังทุนข้ามชาติ” (สนพ. โอเพ่นบุ๊คส์)
![Eternity_Poster[1]](http://filmvirus.files.wordpress.com/2011/02/eternity_poster1.jpg?w=497&h=695)
คุยเอกเขนกเรื่องลพบุรีที่โรงแรมรามาดา ในบ่ายของวันที่ 22 เมษายน 2553
สนธยา - กานต์ (ศิวโรจณ์) ถ่ายหนังเกือบจะปิดกล้องแล้ว ตกลงสิ่งที่คาดหวังก่อนและหลังถ่ายกับ
ตอนนี้มันออกมาใกล้เคียงกับที่คาดหวังไหม
ศิวโรจณ์ – ดีกว่าที่คิดครับ หมายถึงมันมีสิ่งใหม่นอกเหนือจากบทด้วย หลายๆ อย่างก็ได้มา
จากการลงมาขลุกอยู่ที่นี่ ช่วงที่เตรียมงานอะไรอย่างนี้ ตอนที่เขียนบทเป็นมัน
แค่เหมือนนำทางเข้ามา เอาภาพจากในหัวแล้วก็จากแม่อะไรอย่างนี้มาร้อยๆ ด้วย
ทำหนังเรื่องแรกก็ยังไม่รู้อะไรคือหนังยาวจริงๆ เพราะทำแต่หนังสั้นมา ในส่วน
ของผม ผมไม่ได้มองมันเป็นเปอร์เซ็นต์หรือตั้งเป้านะ แต่ถ้าส่วนของพี่ทองดี
(โสฬส –ผู้อำนวยการสร้าง) เขาก็คงมีรูปแบบที่ต้องทำ แต่ของผมไม่ได้คิดคือได้ทำก็
ดีแล้ว พอเกิดเป็นภาพได้ โอ๊ย…ดีใจแล้วครับ
สนธยา - ตามที่พี่เข้าใจหนังไม่ได้ดำเนินตามเรื่องจริงเสียทีเดียวใช่ไหม
ศิวโรจณ์ – อืมม์… เรื่องจริงเป็นแกนไว้ครับ แต่ว่าอะไรที่พอจะปรับใช้กับสถานที่หรืออะไร
ได้ก็จะพยายามใช้ มันก็จะไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ มันมีวิญญาณของพ่ออะไรพวกนี้
เพิ่มเข้ามา ซึ่งก็เป็นโลกใบใหม่ เราก็ไม่รู้ว่าความจริงเป็นอย่างไรก็เอามา
ผสมผสานเข้าไป
สนธยา - จริงๆ โลเคชั่นมันจำเป็นต้องเป็นลพบุรีไหม สามารถถ่ายจังหวัดอื่นได้ไหม
ศิวโรจณ์ – อันนั้นผมมองเป็นความรู้สึกของผมเองครับ คืออยากทำที่บ้านเกิดของพ่อจริงๆ
ถึงแม้ว่ามันจะเปลี่ยนยุคไปแล้ว หรือบางอย่างเปลี่ยนไปแล้ว ผมก็ยังอยากทำที่นี่ครับ
ฟิล์มไวรัส - อย่างที่เรารู้กันว่าหนังแบบนี้เราจะฉายในลพบุรีก็เป็นเรื่องยากใช่ไหม ตัวกานต์
เองหวังและคิดว่าจะเราฉายให้คนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง คนลพบุรี หรือคนท่าวุ้งได้ดูกัน
ยังไง
กานต์ - คือถ้ามองแบบง่าย ๆ ใกล้ตัวเองก่อนก็คงควักเงินตัวเองแล้วฉายเป็นหนัง
กลางแปลงที่วัดบางลี่ แถวๆ บ้านย่า แล้วเขาก็คงเรียก ๆ บอก ๆ โกย ๆ คนให้มาดู
กัน รับคนที่มาช่วยเล่นช่วยอะไรเข้าไปดูๆ กันอะไรแบบนี้ คิดว่าคงอยากทำอย่าง
นั้นสักวันหนึ่ง
ฟิล์มไวรัส - เมื่อก่อนช่วงปิดเทอม กานต์เคยมาอยู่ที่นี่ใช่ไหม
กานต์ - ครับ ส่วนใหญ่พอปิดเทอมพ่อก็จะให้กลับมาอยู่กับย่า
ฟิล์มไวรัส - ถ้านับในขณะนี้ความสัมพันธ์กับลพบุรีของกานต์ผูกพันธ์มากน้อยแค่ไหน
กานต์ - ไม่ถือว่าใกล้นะครับ ผมกับน้อง เหมือนผมทำแทนพ่อได้นิดหน่อย ตัวผมถือว่า
ไกลในระดับหนึ่ง จริงๆ จุดเริ่มต้นจากพ่อตายนั่นแหละ ผมรู้สึกว่าพอพ่อตายไป
แล้วญาติที่ได้เจอในเชิงความสัมพันธ์ก็จะเป็นฝั่งแม่มากกว่า คือแม่เป็นคนปทุมธานีเป็นคน
กรุงเทพ ญาติ ๆ อยู่ทางกรุงเทพ ส่วนญาติจากลพบุรีก็จะเจอน้อยลง แต่ถ้ามีพ่อก็จะได้
กลับบ้านมาเรื่อย ๆ
ฟิล์มไวรัส - ถ้าเลือกได้ กานต์จะเลือกใช้ชีวิตที่ไหน
กานต์ - หมายถึงในอนาคตเหรอพี่ คือการทำหนังนี่แหละทำให้ได้เริ่มกลับมาบอกว่า เฮ้ย ! ที่นี่ก็ยังมี
อะไรก็รู้สึกดีนะครับ คือก่อนมาถ่ายหนังก็มาอยู่ช่วงหนึ่ง ก็สบายๆ ดี เป็นเมืองที่ดีไม่วุ่นวาย
นะครับ ไปๆ มาๆ ด้วยความสัมพันธ์ของครอบครัวของต้นตระกูลเรามันก็กลับทำให้เรารู้สึก
ว่า เฮ้ย ! เราก็มีครอบครัวใหญ่เหมือนกัน พอได้ลงตามพื้นที่ จากที่เราห่างๆ ไป แค่ว่าปู่เป็น
ใคร ย่าเป็นใคร ลูกของใคร พอเท้าความไปก็เปลี่ยนจากชาวบ้านทั่วไปเป็นญาติเราเฉยเลย
ฟิล์มไวรัส - อ้อ… ช่วงถ่ายหนังนี้ทำให้เราได้ค้นพบอีกสายกิ่งก้านหนึ่ง
กานต์ - อะไรประมาณนั้นครับ แล้วก็จะเพิ่ม ๆ (มาในเรื่อง) ก็ญาติกันทั้งนั้นแหละที่จะได้ยิน จาก
เสียงจริง ๆ ที่เรามองก็เป็นชาวบ้าน พอลงไปคลุกจริง พระอะไรโน่นนี่ตามวัดก็รู้จักกับที่บ้าน
ย่า
ฟิล์มไวรัส - ช่วงที่ถ่ายอะไรที่กานต์ประทับใจและติดตามมากที่สุด ทั้งจากทีมงานด้วยกันเอง หรือ
ชาวบ้านที่มาทำงานเป็นครั้งแรก
กานต์ - คืออันดับแรก คงเริ่มจากข้างในหนัง คือว่าพอได้เกิดขึ้นจริงเป็นภาพ ผมก็รู้สึกดีกับทุกๆ
ช็อตเลยด้วยซ้ำ เพราะมันได้เกิดขึ้นจริง ถ้าย้อนกลับไปตั้งแต่แรกก็ที่คุยกับใครทุกครั้งว่าถ้า
มีโอกาสได้ทำหนังเรื่องแรก ผมพูดได้คำเดียวตลอดว่าผมจะทำเรื่องนี้ คุยกับพี่ทองดี ใคร
ถามก็ตามครับ ถ้าได้ทำหนังเรื่องยาว ผมอยากทำเรื่องนี้ พอมันเกิดขึ้นได้จริงก็รู้สึกดีไป
หมดครับ พูดอย่างนั้นได้เลย
ฟิล์มไวรัส - คือชาวบ้านทั่วไปเขาจะมีมุมมองหนังอยู่แบบหนึ่ง คิดว่าจากการที่เขาปะทะของจริงของ
กานต์เรื่องนี้ จากกองถ่ายซึ่งจะเป็นอีกลักษณะหนึ่ง มีอะไรที่สะท้อนให้เรารู้สึกบ้างไหม
กานต์ - คือเราทำมันแบบจริงใจ กับพื้นที่ กับอะไรแบบจริง ๆ มันก็ไม่มีใครไปคิดหรอกว่ามันช้าหรือ
ว่า long take คือในสายตาของชาวบ้านเขาไม่รู้หรอก มันเป็นเทคนิคหรืออะไร เราก็ให้เขา
ใช้ภาษาของเขา เราก็ snap เราก็บันทึกของเขาประมาณหนึ่ง ผมมองว่าเป็นการแชร์ร่วมกัน
ณ ขณะนั้นผมไม่มองหรอกว่าเป็นภาพยนตร์ศิลปะ หรือเป็นภาพยนตร์ทดลอง มันเป็น
เรื่องๆ หนึ่งของคนธรรมดาๆ ผมกลับมองมันแบบนั้นเลย ป้าอุไรที่ขายข้าวที่อยู่หน้าโรงแรม
คุยแล้วรู้สึกดีด้วยกับแก แกเล่าอะไร ก็ไปร่วมกันได้บางอย่าง แล้วเท่าที่คุยกับแกแกก็มี
ความสุขด้วยซ้ำ ก็แปลกๆ ดี เขาเป็นแม่ค้า อยู่ๆ มาเล่นหนัง สมมุติว่าถ้ามองแบบนั้นแกก็
เป็นดาราไปแล้ว แล้วแกก็บอกว่าสนุกดีก็มีความสุขประมาณหนึ่งครับ ทีมงานน่ารัก วิธี
ทำหรืออะไร เราก็ไม่ได้มองว่าแกจะต้องเป็นเฟืองของเราที่เราจะผลิตอะไรสักอย่างใน
ขณะนั้นครับ
ฟิล์มไวรัส - เวลาเอ่ยว่าลพบุรี ความคิดของกานต์จะนึกถึงอะไรก่อน หรือมีความหมายพิเศษอะไร
กานต์ - บ้านของพ่อ ผมรู้สึกแค่นั้นครับ บางอย่างผมไม่ได้รู้ประวัติศาสตร์อะไรของเขา
แต่มีภาพบางอย่างเหมือนกันที่เราเคยมาอยู่ อยู่ในบ้านของย่า พ่อเราเคยเกิดที่นี่
พาเรากลับมา ขับรถอย่างไงมา พาไปไหนบ้าง เล่าอะไรให้เราฟัง เขาตายไป เรา
มีโอกาสได้ทำอะไรกลับคืนบ้าง มีอยู่แค่นี้แหละครับ
ฟิล์มไวรัส - นี่แสดงว่า กานต์สนิทกับพ่อใช่ไหม
กานต์ - ครับ
ฟิล์มไวรัส - มีพี่น้องกี่คนนะ
กานต์ - 2 คน ผมกับน้องสาวครับ
ฟิล์มไวรัส - มีอะไรที่ผูกพันกับลพบุรีเป็นพิเศษ
กานต์ - มันเป็นภาพๆ ของคลังเก่านะครับ พอโตมาก็มีบางอย่างที่ตกหล่นบ้างโน่นนี่ ผม
รู้สึกอย่างนั้นนะครับ จำๆ ได้บ้างบางอย่าง คล้ายๆ ความสนใจผมเองนะครับ
แม้กระทั่งสถานการณ์การเมืองเองปัจจุบัน ส่วนใหญ่วิธีคิดผมจะเชื่อว่าทำจากจุด
เล็กๆ ที่บ้านตัวเอง จากจุดเล็กๆ จากตัวเอง
ฟิล์มไวรัส - ในหนังไม่มีฉากที่พ่อกับแม่มาเจอกันครั้งแรกใช่ไหม
กานต์ - ไม่มีครับ
ฟิล์มไวรัส - สามารถจะเล่าให้ฟังได้ไหม หรืออันนี้ต้องเก็บไว้
กานต์ - เล่าได้ครับ เขาก็เจอกันที่กรุงเทพนะครับ พ่อไปเรียนที่โน้น เรียนจบมัธยมที่นี่
แล้วไปเรียนต่อที่โน้นแล้วไปเช่าบ้านของยาย หมายถึงของแม่ของแม่ครับ แล้วก็เลยจีบลูก
สาวเขา แล้วพาแม่มาเที่ยวบ่อย ๆ โครงเรื่องแม่ผมเขียนให้ ผมคล้ายๆ จะจับได้ว่าเป็น
โมเมนท์หนึ่งช่วงใกล้จะแต่งงาน พ่อพาแม่มาเที่ยว แล้วมีความสุขมากๆ อยู่ช่วงหนึ่งเขียนว่า
พาไปนั่นพาไปนี่ คือไม่ได้ไปเล่าเป็นช่วงเวลาที่ชัดเจนมาก แต่มันจะเป็นเหมือนภาพ
ความสุขของเขามั้งครับ
ฟิล์มไวรัส - ครั้งแรกที่คุยกับแม่ว่าจะทำเรื่องนี้ แม่ตอนนั้นภูมิใจนำเสนอ หรือมีลังเล เขินอาย
กานต์ - เขินอายครับ ทุกวันนี้ถ้ามีแซวอะไรเล่น เขาก็จะมีเขิน อ้าว… ทำไมวันนั้นลงไป
พื้นที่แล้วชาวบ้านแถวนั้นเขาบอกว่าออกไปล่องเรือกัน แล้วเขาแอบเห็นนะ แม่ก็
หัวเราะ “ใครมาเห็น” ผมมองว่าไอ้ความคิดถึงพ่อ เขาก็จะคอย มันเป็นธรรมชาติเอง
ที่กินข้าว อยู่ๆ ก็คุยถึงลพบุรีทั้งๆ ที่ตัวเองก็ไม่ใช่คนลพบุรี พูดถึงพ่อ พูดถึงย่า แล้วผมรู้สึก
ว่าตรงนี้ผม Impact รู้สึกมันโอนถ่ายได้ ความรักของเขานะครับ มันแบบว่ามันยังอยู่เลย
ขนาดมันนานมากแล้ว พ่อตายไปกี่ปีแล้ว
ฟิล์มไวรัส - ตอนนี้แม่อยู่ลพบุรีไหม
กานต์ - ไม่ครับ
ฟิล์มไวรัส - แต่ในบางอารมณ์เขาก็รู้สึกเหมือนว่าตัวเขาก็เป็นส่วนหนึ่งของที่นี่
กานต์ - ก็มีจะกลับมาหาย่าบ้าง พาหลานมา ช่วงปิดเทอมก็จะพาน้องสาวก็มาเหมือนกับ
ผมนี่แหละครับ
ฟิล์มไวรัส - เมื่อกี้ที่บอกว่ามีคนแอบเห็นไปล่องเรือ อันนี้เป็นข้อมูลที่ค้นมาทีหลังใช่ไหม
กานต์ - ไม่ถึงกับค้นครับ ก็เป็นญาติๆ นี่แหละ พอรู้ว่าผมถ่ายหนังเป็น ก้อย – วิทย์
(ชื่อจริงของพ่อแม่ที่นำมาใช้ในเรื่อง) อะไรอย่างเนี่ย ก็มีเพิ่มขึ้นมานิดหน่อย แต่
ปกติผมไม่ได้หาข้อมูลจากคนอื่น ผมเอามาจากแม่เท่านั้น
ฟิล์มไวรัส - บังเอิญได้ยินมา
กานต์ - ก็ป้านู จริงๆ เขาต้องมาเล่นเป็นย่า แกก็เล่าเพิ่มไปอีก ก็มีความน่ารักเข้าไปอีก
คล้ายกับว่าพอเราทำให้มันเกิดขึ้นคนอื่นก็หวนมานึกถึงแล้วก็แชร์ออกมาด้วย ผม
ว่าถ้าผมไม่มีอันนี้ การตายของพ่อก็ต้องลาง ๆ จางไปแล้วล่ะ มันก็คงหายไปเรื่อย ๆ
ตามเวลาของมัน กับเรื่องราวพวกนั้นเลยได้เกิดมาหวนกันอีกสักครั้งหนึ่ง แต่
หนังฉายไปถึงจุดหนึ่งเดี๋ยวมันก็คงกลับไปแบบเดิม หมายถึงว่าเดี๋ยวเวลาของมันก็
หมดไปอยู่ดีครับ แต่นี่มันก็ได้ยื้อมันได้ไว้หน่อยหนึ่ง
ฟิล์มไวรัส - จากหนังสั้นมาหนังยาว ความรู้สึกมันต่อเนื่องหรือไม่ต่างกันมากใช่ไหม
กานต์ - เออ… ผมรู้สึกเหนื่อยกว่า แล้วก็ยากกว่า คล้าย ๆ ว่าหนังสั้นผมยังรวบมันอยู่ในกระบวนการ
คิดได้ง่าย พอหนังยาวมันมีการเดินทางเหมือนว่า ณ ที่ถ่ายมาทั้งหมด พอเริ่มบอกว่าต้อง
ถ่ายมัน ผมก็จะลืมมันไปแล้ว หมายถึงก็ไม่ได้ไปบังคับกับตัวเองว่าจะต้องไปทำมันสักเท่าไร
ก็เชื่อในภาพที่มันเกิดขึ้นในตอนนั้น ตอนที่ภาพมันเกิดขึ้น ทำดูเป็นภาพ ๆ ไปครับ
ฟิล์มไวรัส - กานต์ มีวิธีพูดกับนักแสดงอย่างไร หมายถึงให้เขาอินกับบท
กานต์ - คือผมก็ไม่ได้เรียนฟิล์ม ผมเรียนนิเทศ เรียนออกแบบอะไรอย่างนั้นครับ แต่ก็ใช้
ประสบการณ์จากการเป็นผู้ช่วยผู้กำกับของคนอื่นๆ มาบ้าง ก็ได้เห็น เหมือนมันซึมเข้า
ไปเอง ผมรู้สึกว่าผมก็แค่แบของผมออกไป พูดกับพ่อ (ประภาส อำนวย, นักแสดง-ในกอง
ถ่ายทุกคนพร้อมใจเรียกนักแสดงในบทพ่อเช่นนั้น เพราะเขาก็เป็นพ่อของหนึ่งในทีมงานคือ
น้องน้ำหวานด้วย) อาจจะไม่เรียกว่ากำกับอะไร แต่ก็แค่บอกว่า ณ ตอนนี้เราเดินทางมาถึง
ตรงนี้ ผมทำแบบนี้อยู่ เหมือนพ่อเดินมาถึงตรงนี้ พ่อก็เป็นตัวแทนของพ่อผมอะไรแบบนี้ครับ
ฟิล์มไวรัส - ฉากที่พ่อร้องไห้เนี่ย ตอนที่พูดกับพ่อ (ประภาส อำนวย, นักแสดง) ได้คิดไว้ก่อน
หรือเปล่า หรือส่งอารมณ์เฉย ๆ
กานต์ - ไม่ครับ (หัวเราะ) ก็บอกว่า ณ ตอนนี้ผมทำตรงนี้อยู่ เนี่ยหนังเรื่องนี้กำลังจะทำ
แบบนั้นอยู่ โอเคว่าพ่อเขาก็ผ่านกระบวนการของการอ่านบท เขาก็ทำก็ต้องคิด
ของเขามาระดับหนึ่งแหละ
ฟิล์มไวรัส - แต่กานต์บอกพ่อ (ประภาส อำนวย, นักแสดง) ว่าการทำหนังนี้เป็นสิ่งเดียวที่กานต์ทำให้พ่อ
(พ่อตัวจริงของ กานต์ ที่เสียไปแล้ว) ซึ่งสำหรับพ่อของน้ำหวานเองก็รู้สึกด้วยเหมือนกันว่าใน
ส่วนของเขา การบวชคือสิ่งหนึ่งที่เขาทำให้พ่อของตัวเอง ซึ่งทำให้ความรู้สึกร่วมกันได้
กานต์ - เนี่ยผมก็ไม่รู้ ผมไม่ได้คุยกับพ่อน้ำหวาน พ่อไม่ได้มาพูดกับผมอย่างนี้ เท่าที่คุยกันมันไม่ใช่
หมายความว่าพ่อจะต้องทำมันด้วยการเป็นพ่อผม อันนี้คือสิ่งที่ผมเป็นอยู่ตอนนี้ พ่อจะรู้สึก
อะไรต่อจากนั้นก็ทำได้เลย อันนี้ผมก็เพิ่งรู้นะครับ เขาคงแชร์มันออกมาก็เลยทำร่วมกัน
เสียเลย คล้าย ๆ อุ้ม (วัลลภ-รับบทพ่อในวัยหนุ่ม) เหมือนกันนะครับ หลายๆ อย่าง คือว่า
ผมก็พูดโยนออกไป แต่ก็โอเค การเลือกก็เลือก จาก อุ้ม ที่เป็นเด็กนครนายกคนนี้ที่รู้จัก
เพราะทำอาร์ตให้ อุ้มก็เป็นคนที่ใช้ชีวิตมีพื้นฐานการใช้ท้องทุ่งอยู่ประมาณหนึ่ง แล้วเข้ามา
อยู่กรุงเทพ เรียนที่ศิลปากร แล้วด้วยความเป็นเพื่อนก็คุยกันบ่อย แต่พอท้ายที่สุดต้องอยู่ใน
ฐานะนักแสดงแล้ว ผมก็โยนแบบนี้ไปให้เขา เหมือนกับว่าพอเขาเชื่อแล้ว คิดว่าเขาเชื่อ
เหมือนกัน
<
ฟิล์มไวรัส - แล้วกับ ฝน (แสดงเป็นแม่ในวัยสาว) กับคนอื่นๆ ใช้วิธีการเดียวกันไหม
กานต์ - กับฝนอาจจะคุยน้อยนิดหนึ่ง อันนั้นผมไม่แน่ใจว่าเป็นเทคนิคหรือเปล่า แต่ผมรู้สึกว่า ณ
ตอนนั้นที่แม่เป็นสาวมันยังไม่ใช่ในส่วนที่ผมเข้าใจนัก ผมเข้าใจแม่ตอนพี่ มด (พัสตราภรณ์
จาตุรันต์รัศมี- ภรรยาของ คงเดช ผู้กำกับ “กอด”) หมายถึงตอนมีอายุขึ้นมา อุ้ม กับ ฝนยังมี
การแชร์ภาพของเขา เพราะมีภาพวัยรุ่นความเป็นหนุ่มสาวของพ่อแม่ ผมมีความรู้สึก
ประมาณหนึ่งว่าเป็นอุ้มเป็นฝนได้ และก็เป็นวัยของเขา
ฟิล์มไวรัส - แล้วเวลาที่แม่ดูหนัง คาดหวังว่าอันนี้มันใกล้กับชีวิตจริงของแม่ หรือเป็นสิ่งที่แม่
จะชอบ เวลาทำนี้คิดห่วงอะไรหรือเปล่า
กานต์ - (หัวเราะ) ไม่ห่วงว่าแม่ต้องชอบหรือเปล่า แค่นี้ก็ดีแล้วครับ ต่อให้แม่บอกว่าไม่เหมือนฉัน
เลยก็ตาม ไม่เป็นไรครับ (หัวเราะ) แม่ก็เริ่มมาทำด้วยกันแล้ว ทำให้พ่อครับ
ฟิล์มไวรัส - ฉากหนึ่งที่น่ารักดี ……ฉากที่เป็นคนสูงวัย ที่นุ่งผ้าถุงอาบน้ำด้วยกันที่ริมตลิ่ง เพราะพี่ไม่
คาดว่าจะได้เห็นในหนังไทย ไม่เคยเห็นและไม่คาดว่าจะได้เห็น ซึ่งเป็นภาพที่น่าประทับใจ
มาก จริงๆ ก็มีหลายฉากที่พี่ชอบ
กานต์ - คือบางอย่าง ณ ตอนที่ถ่ายผมไม่ได้เห็นอะไรมาก แต่พอตัดมันก็เริ่มให้เห็นอะไรบางอย่าง
เหมือนกัน ตอนนั้นเราเชื่อว่าเป็นปู่ย่า แล้วเราก็ทำมัน แล้วพอตอนตัดเราก็ดู เออ… จริงๆ
มันก็หวนๆ แบบไปที่ราก ทุกๆ ส่วน พอทำไปเพราะความรัก ผมเองก็เดินทางไปอยู่ที่
กรุงเทพ ก็เดินห้างกันแล้ว แต่นี่ทำให้เราเห็นว่าอะไรคือความเชื่อเก่า ๆ ความรักใน
คนรุ่นเก่ามันเป็นแบบนี้แหละ
ฟิล์มไวรัส - แต่ด้วยเพราะอย่างนี้ เวลาที่โชว์นักแสดงในวัยอาวุโสมากๆ ที่ให้เวลากับเขาแล้ว เห็นมี
ความสุข ว่ายน้ำสองตายาย นุ่งผ้าถุงอะไรแบบเนี่ย เป็นภาพที่ประหลาดตา น่าจะเป็นครั้ง
แรกของหนังไทยด้วยมั๊ง
กานต์ - หมายถึงในเชิงแบบคนหนังเหี่ยว ถ้าจะพูดแบบนั้นใช่ไหมครับพี่ ที่ปกติเขาจะเลือกความหล่อสวย
ฟิล์มไวรัส - ซึ่งปกติเราจะไม่เห็นเขามามีบทบาทในหนัง ซึ่งพี่ว่าหนังกานต์ เป็นภาพอุดมคติที่สวยงาม
กานต์ - แต่ผมเคยเห็นจริง มันอาจจะจางไป แต่ผมว่าเมื่อก่อนน่าจะมีเยอะอยู่
ฟิล์มไวรัส - พี่หมายถึงในหนังไง แม้กระทั่งหนังของ เชิด ทรงศรี อาจจะเป็นเพราะว่าเงื่อนไขของตลาด
ด้วยส่วนหนึ่ง มันจะไม่มีใครถ่าย จะมีแต่พระเอกนางเอก สรพงศ์ จารุณี เหมือนในความ
คาดหวังของคนดูมันไม่มีด้วย แต่เวลาที่กานต์ทำออกมา เป็นภาพที่ดี
กานต์ - ก็เป็นความโชคดีด้วยแหละครับ ถ้าผมมองเลยไปในเรื่องที่พี่สนพูด มันเป็นความโชคดีที่มี
ผู้อำนวยการสร้างที่เปิดให้อิสระ แกก็ไม่ได้มาบอกว่า เฮ้ย ! ต้องหาคนสวยหล่อ ต้องตัด
อะไรออก เขาก็ไม่ได้พูดนะครับ โอ๊ย ! ก็เป็นความโชคดีนะครับ
ฟิล์มไวรัส - แล้วหนังประกอบด้วย long take ยาวๆ ด้วย ผู้อำนวยการสร้างบางคนคงคิดหนักเหมือนกัน
กานต์ - แกก็คงมีแอบกลัวแล้วแหละ แต่ข้อดีพี่แกมีความชอบหนังแบบนี้ประมาณหนึ่งแล้ว แกไม่ใช่
ว่าจะต้องมาคัตรวดเร็วเพื่อความเพลิดเพลินหรือเอาอะไรใส่คนเยอะๆ แต่ว่าคงมีแอบห่วงๆ
ว่าคนจะเบื่อหรือเปล่า ผมว่าถ้ามันมีความสวยงามที่น่าดูก็ต้องดูมันล่ะครับ (หัวเราะ) แต่
ผมก็ให้ความรู้สึกกับมันทุกภาพนะครับ แต่ก็ต้องมาดูอีกทีเรื่องความยาวอะไร
ฟิล์มไวรัส - แต่ภาพพวกนั้นแหละที่ให้ความสุข ตามความรู้สึกของพี่ถ้าเลือกได้ ยิ่งได้เห็นภาพที่ถ่ายมา
พี่อยากอยู่ในโลกที่เห็นในหนังนั่นแหละ กานต์ ทำได้ดี แล้วพี่จะรอเป็นกำลังใจให้นะ

